Skip to main content

✓การเลือกแมวมาเลี้ยง ลักษณะแมวสุขภาพดี เลี้ยงพันธุ์อะไรดี

5star

การเลือกแมวมาเลี้ยง ลักษณะแมวสุขภาพดี เลี้ยงพันธุ์อะไรดี

1. เลือกแมวพันธุ์อะไรดี

แมว มีทั้งพันธุ์แท้และพันธุ์ผสม และแมวพันธุ์แท้ก็มีทั้งพันธุ์ไทย และพันธุ์ต่างประเทศ โดยพันธุ์ ต่างประเทศ ก็มีทั้งพันธุ์ขนยาวและขนสั้น ผู้เลี้ยงควรศึกษาลักษณะของแมวแต่ละพันธุ์ก่อนที่จะตัดสินใจ เลือกเลี้ยงพันธุ์ใด

โดยศึกษาข้อดี ข้อเสีย ของแมวแต่ละพันธุ์มาประกอบการพิจารณา การเลือกพันธุ์แมวที่ จะเลี้ยงนั้น โดยทั่วไปมักเลือกตามความชอบหรือความพอใจส่วนบุคคล แต่หากบางคนไม่ได้ชอบแมว พันธุ์ใดเป็นพิเศษ ประเด็นที่ควรพิจารณาเลือกพันธุ์แมว มีดังนี้

สถานที่เลี้ยงสะอาด อากาศถ่ายเทดี อุณหภูมิไม่สูงมาก ก็สามารถเลี้ยงแมวพันธุ์ขนยาวได้ พวกแมวเทศ เช่น แมวเปอร์เซียน แมวหิมาลายัน หากสถานที่ไม่เอื้อ ควรเลือกเลี้ยงแมวขนสั้น ก็จะช่วย ให้เลี้ยงง่ายไม่ต้องคอยดูแลทำความสะอาดสถานที่มากนัก มิฉะนั้นอาจเป็นการเพิ่มภาระให้ผู้เลี้ยงมาก เกินไป

เจ้าของมีเวลาในการเอาใจใส่ดูแลแมวได้เป็นอย่างดี อาจเลือกแมวพันธุ์ขนยาวได้ เพราะแมวขน ยาวต้องดูแลขนมาก มีการแปรงขน แม้แมวจะคอยเลียขนทำความสะอาดตัวเองเสมอก็ตาม หากไม่ค่อยมี เวลาดูแลมากนัก ควรเลือกเลี้ยงแมวขนสั้น จะช่วยให้การเลี้ยงแมวง่ายขึ้น

2. แหล่งที่มาของแมว ที่จะเลี้ยง

แมวที่จะนำมาเลี้ยง อาจได้มาจากเพื่อน เก็บมา หรือ ซื้อมา หากคนให้มามักจะได้ข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับแมวที่เป็นความจริง แมวที่เก็บมาอาจไม่รู้ข้อมูล ส่วนแมวที่ซื้อมาอาจได้ข้อมูลไม่จริง

โดยเฉพาะแมวพันธุ์ ก่อนซื้อควรศึกษาข้อมูลให้ดี เพื่อป้องกันการถูกหลอกจากผู้ขาย โดยเฉพาะถ้าซื้อ ลูกแมวจะดูลักษณะได้ยากกว่าแมวโต ควรเลือกซื้อจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และควรขอประวัติพันธุ์และ ใบรับรองการฉีดวัคซีน เนื่องจาก

การขอใบรับรองสายพันธุ์ pedigree) จะได้รู้ถึงเชื้อสายที่แน่นอน ต่อไปจะได้ผสมพันธุ์ได้ ถูกต้องไม่ผสมกับเชื้อสายเดิม จะช่วยตัดปัญหาทางพันธุกรรมไปได้ส่วนหนึ่ง และแหล่งที่ออกใบรับรอง ต้องเชื่อถือได้ด้วย

การขอใบรับรองการฉีดวัคซีน รวมทั้ง ประวัติการถ่ายพยาธิ์ เพื่อจะได้ทราบประวัติการฉีดวัคซีน ว่า ฉีดอะไรไปแล้วบ้าง เมื่อใด ที่เข็ม ต่อไปจะได้ดำเนินการในการให้วัคซีนได้ถูกต้อง ก็จะช่วยป้องกัน การเกิดโรคสำคัญๆในแมวได้ส่วนหนึ่ง

3. เลือกเลี้ยงแมวตัวผู้ หรือ ตัวเมีย 

แมวเพศผู้ ที่ยังไม่ได้ตอนและใช้เป็นพ่อพันธุ์ มักชอบเที่ยวและเกเร ก้าวร้าว ชอบกัดโดยไม่ เลือกคู่ต่อสู้ แม้สุนัขตัวโต บางครั้งไปกัดกับแมวตัวอื่นจนเป็นแผลเหวอะหวะ แต่มันจะไม่ร้อง ถ้าเจ้าของไม่สนใจ มันจะเลียแผลจนหายเอง หากไม่ชอบหน้าใครจะยกขาฉี่พุ่งรดเอาดื้อๆ ถ่ายเลอะเทอะ ไม่เลือกที่

แมวเพศเมีย ใช้เป็นแม่พันธุ์ได้ หรือเลี้ยงเป็นเพื่อน ไม่ชอบเที่ยว ชอบอยู่กับบ้าน ไม่เลอะเทอะ ไม่เกเร จับหนูเก่ง เลี้ยงลูกดี ไม่ทิ้งลูก

หากไม่ต้องการมีภาระในการเลี้ยงแมวรุ่นต่อไป การเลือกเลี้ยงแมวเพศผู้น่าจะดีกว่าแมวเพศเมีย เพราะแมวเพศเมียจะเป็นสาวเมื่ออายุได้ 5-6 เดือน และจะเป็นสัด ยอมให้ตัวผู้ผสมพันธุ์ได้ทุก 3 สัปดาห์

อย่างไร ก็ตามหากชอบแมวตัวเมีย แต่ไม่อยากเลี้ยงลูกแมว ก็สามารถนำไปตอนได้เมื่อแมวเริ่มเป็นสาว

สำหรับการเลี้ยงเพศผู้จ ะมีปัญหาต่างออกไปคือ เมื่อแมวโตเป็นหนุ่มมักจะออกจากบ้านไปเที่ยว ผสมพันธุ์ ซึ่งเมื่อกลับมามักจะมีแผล หรือป่วยกลับมา ทำให้ผู้เลี้ยงต้องพาไปรักษาหรือทำแผลให้

และอีกปัญหา สำหรับการเลือกเลี้ยงแมวเพศผู้ คือมักจะถ่ายปัสสาวะไว้ทั่ว จนเหม็นไปหมด เพราะเป็นธรรมชาติ ในการแสดงอาณาเขตของมัน

ดังนั้น การเลี้ยงแมวเพศผู้ต้องสร้างกรงพิเศษ และปล่อยให้ออกมาเดินเล่น เป็นครั้งคราว แมวจะเที่ยวและก้าวร้าวน้อยลง ควรตอนเมื่ออายุ 3-4 เดือน

4. เลือกอายุแมวที่จะเลี้ยง

การเลือกอายุแมวที่จะเลี้ยง ขึ้นอยู่กับความพร้อมและเวลาของผู้เลี้ยง ถ้าผู้เลี้ยงมีความพร้อม ความอดทน มีเวลาในการดูแลเอาใจใส่ ก็ควรเลือกเลี้ยงลูกแมว เพื่อจะได้ฝึกสอนได้ง่าย และเฝ้าดูการเจริญเติบโตและการพัฒนาของลูกแมว จะทำให้เกิดความเพลิดเพลินและความผูกพัน ความภูมิใจ แต่ หากไม่มีเวลาและความพร้อมควรเลือกเลี้ยงแมวที่โตแล้ว

อายุของลูกแมวที่จะนำมาเลี้ยงควรเป็นแมวที่หย่านมแล้ว (อายุประมาณ 45 วัน) ช่วงที่เหมาะสม คืออายุตั้งแต่ 8-10 สัปดาห์ เพราะสามารถฝึกสอนได้ง่าย และกินอาหารจากจานได้เองแล้ว ไม่เป็นภาระ แก่เจ้าของมากเกินไป ) หากเลือกแมวอายุน้อยเกินไป (ต่ำกว่า 1 เดือน) จะเลี้ยงดูได้ยาก อาจมีปัญหาป่วย หรือเลี้ยงไม่รอด

การเลี้ยงแมวโตแล้ว การฝึกสอนหรือเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมจะทำได้ยาก หากแมวมีพฤติกรรมที่ไม่ต้องการ

5. เลือกแมวที่มีสุขภาพดี ซึ่งมีลักษณะต่างๆ ดังนี้

ลักษณะสุขภาพปกติ

  1. ตาแจ่มใส สะอาด ไม่มีขี้ตา
  2. จมูกชื้นและเย็น ไม่มีขี้มูกเกาะ ระบบหายใจปกติ ไม่ไอ จาม หายใจลำบาก หอบ
  3. ปากไม่มีกลิ่น เหงือกสีชมพูและไม่มีกลิ่น ฟันขาวสะอาด
  4. หูและช่องหูสะอาด ไม่มีคราบ และไม่มีกลิ่น ไม่มีไรหู สังเกตหูเสมอ และอาจมีแผลจากการเกา
  5. ลําตัวหมดจดไม่มีแผลหรือการอักเสบ ขนสะอาด เป็นมัน ไม่ยุ่งเหยิง
  6. ผิวหนังมีความยืดหยุ่นเมื่อดึง ไม่มีปาราสิตทั้ง ภายนอกและภายใน
  7. ทวารหนักสะอาด
  8. ท่าทางการยืนและการเคลื่อนไหวปกติตาม ธรรมชาติ
  9. อุณหภูมิปกติ (102° F)
  10. นิสัยปกติ พฤติกรรมดี อารมณ์ดี ไม่ดุร้าย

ลักษณะสุขภาพไม่ปกติ

  1. ตามีแผลหรือขุ่นมัว มีน้ำตาหรือขี้ตามาก
  2. จมูกแห้ง มีน้ำมูกหรือเปียกชื้นกว่าปกติ
  3. ปากมีกลิ่นเหม็น เหงือกซีดหรือแดงจัดเกินไป ฟันเหลืองมีหินปูนเกาะ สกปรก อักเสบ มีสีดำ และมีกลิ่นเหม็น
  4. หูและช่องหูสกปรก มีกลิ่นเหม็น
  5. ลําตัวมีแผล มีการอักเสบ หรือบางบริเวณไม่มีขน ผิวหนังมีสะเก็ด
  6. ผิวหนังตึงตัวไม่ยืดหยุ่น
  7. ทวารหนักมีอุจจาระเลอะเทอะ
  8. ท่าทางการยืนและการเคลื่อนไหวไม่มั่นคง ลักษณะแข็งๆ
  9. อุณหภูมิสูงหรือต่ำกว่าปกติ
  10. นิสัยเปลี่ยนไป เช่น ไม่กินอาหาร

ที่มา: คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น